0 Comments

เงินหยวนจีนหายหน้าหายตาไปจากบล็อกของตัวเองเกือบเดือน ช่วงที่ผ่านมาเวลาส่วนใหญ่ของผมจะหมดไปกับการตอบอีเมล์ของลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเว็บเถาเป่าที่ผมให้บริการอยู่ และช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่นนทบุรี พร้อมกับได้ไปไหว้ปู่ไหว้ย่าที่สุสานที่ชลบุรีในช่วงเทศกาลเช็งเม้งด้วย การออกจากพื้นที่ปกติของตัวเองไปอยู่อีกที่หนึ่ง ถึงแม้จะมีอินเตอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารได้ แต่เงื่อนไขแวดล้อมที่มันเปลี่ยนไปก็ทำให้เราทำงานตามปกติของเราได้น้อยลง ทีแรกผมก็นึกว่าจะทำงานต่างๆ ได้เหมือนกับตอนอยู่บ้านที่ภูเก็ต แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับรู้เลยว่ามันเหนื่อยกว่าที่เราทำอยู่ที่บ้านมาก 

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเตอร์เน็ตของจีนก็มีอยู่ตลอดเหมือนเดิม ผมได้แวะเข้าไปเช็คข่าวจากเว็บจีนอยู่บ้าง แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าหลายๆ เรื่องที่เป็นข่าวมันไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับพวกเราในเมืองไทยสักเท่าไร เป็นเรื่องภายในวงการของเขาเสียมากกว่า นานๆ ทีจะมีข่าวที่น่าสนใจสักที ผมก็จะนำมาเผยแพร่ต่อบ้าง แต่บางครั้งก็ตกข่าวไปเหมือนกัน นี่ถ้าผมเป็นผู้สื่อข่าวอาชีพคงมีหวังโดน บก. ไล่ออกไปแล้ว 

เอาล่ะครับ บ่นๆ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เรามาว่ากันถึงเรื่องตามหัวข้อบทความนี้กันเลยดีกว่า 

เรื่องนี้น่าจะเป็นข่าวใหญ่พอสมควรสำหรับแวดวงเศรษฐกิจการเงินโลก เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักธุรกิจนักลงทุนข้ามชาติและมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก เพราะมันเกี่ยวกับค่าเงินสกุลหยวนของจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ปัจจุบันมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกไปแล้ว 

ข่าวว่าแบงค์ชาติจีนประกาศขยายกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 0.5% เป็น 1% โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. เป็นต้นไป 

ผมเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเงินเลย แต่อ่านจากเนื้อความของข่าวก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาจีนปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขยับขึ้นลงได้ไม่เกิน 0.5% จากราคากลางที่แบงค์ชาติประกาศในแต่ละวัน ในครั้งนี้เขาขยายกรอบให้ค่าเงินขยับได้มากขึ้นเป็น 1% หรือพูดง่ายๆ ก็คือผ่อนคลายการควบคุมค่าเงินให้สามารถขยับขึ้นและลงได้มากขึ้น แต่ยังห่างไกลจากคำว่า "ลอยตัว" อีกเยอะครับ 

ฟังดูอาจจะน้อยนิดนะครับ แต่ข่าวภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Doubling หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว และที่สำคัญคือ กรอบเดิมที่ 0.5% นั้นถูกบังคับใช้มานานตั้งแต่ปี 2550 ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการขยายกรอบออกไปเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี 

เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีเสียงสะท้อนจากบุคคลหรือสถาบันต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาให้เราได้ฟังบ้าง และสื่อมวลชนมืออาชีพระดับโลกก็ไม่พลาดที่จะไปเก็บความเห็นจากบุคคลเหล่านี้มานำเสนอให้เราได้รับรู้โดยทั่วกัน 

ลองมาฟังความเห็นคนในวงการดูหน่อยนะครับ 

Jim O’Neill ประธานของ Goldman Sachs ในลอนดอนกล่าวว่า "เรื่องนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผมต่อนโยบายลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ (Soft landing) ของรัฐบาลจีน" นอกจากนี้เขายังมองว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าฝ่ายปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังเป็นฝ่ายผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของชาิติอยู่ 

Stephen Roach อาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Yale และเป็นอดีตประธานของ Morgan Stanley เอเชีย ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลจีนมีความมั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง (hard landing) ได้ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ปล่อยให้มีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินได้มากขึ้นแบบนี้" และเขายังมองเห็นสัญญาณของพลังของฝ่ายปฏิรูปที่กำลังก่อตัวขึ้นในรัฐบาลจีน โดยได้อ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ที่ต้องการยุติการผูกขาดของธนาคารจีนที่สามารถทำกำไรได้ง่ายๆ จากการปล่อยสินเชื่อ

ฝ่ายทำเนียบขาว ซึ่งเรียกร้องให้จีนปรับปรุงค่าเงินหยวนให้สูงขึ้นมานานแล้ว ได้แสดงความเห็นในทำนองว่า ยินดีที่จีนมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงอัตราแลกเปลี่ยนเงินจีนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังคงต้องมีความคืบหน้ามากกว่านี้อีก

Christine Lagarde ผู้ว่า IMF แสดงความเห็นตอบรับในทางบวกต่อความเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้ เธอกล่าวว่ามันบ่งชี้ถึงความตั้งใจของจีนที่จะปรับสมดุลของเศรษฐกิจไปสู่การบริโภคในประเทศมากขึ้น และปล่อยให้กลไกตลาดมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินของจีน

หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ มีรายงานข่าวในสื่อต่างประเทศออกมาแล้วว่า ค่าเงินหยวนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่มีการซื้อขายในรอบวันปิดที่ 6.3150 หยวนต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 

ทีแรกผมนึกว่ามันจะทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเสียอีก กลายเป็นว่ามันมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อค่าเงินมากกว่า รายละเอียดเป็นยังไงผมก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ เรารอฟังผู้เชี่ยวชาญในเมืองไทยพูดให้ฟังดีกว่า เชื่อว่าคงจะมีใครสักคนออกมาพูดเรื่องนี้บ้างล่ะครับ 

สำหรับแวดวงเล็กๆ ของกลุ่มลูกค้าของผมที่สั่งซื้อสินค้าจีน จากนี้ไปก็อาจเจอกับความผันผวนของเรทเงินหยวนมากขึ้น แต่ผมเชื่อว่าอย่างไรก็ตาม จีนจะไม่ปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยเท้งเต้งไปตามยถากรรมง่ายๆ อย่างแน่นอน ยังไงก็ต้องคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบกับการค้าขายจนเกินไป เรียกว่าสบายใจกันได้ในระดับหนึ่งล่ะครับ 

แต่ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะครับว่าค่าเงินหยวนจะมีแนวโน้มอย่างไรต่อไปในอนาคต มันมีผลกระทบกับชีวิตของเราทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแหละครับ 

ที่มา - Bloomberg | The Wall Street Journal

0 Comments

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.